งานไม่เสีย ครอบครัวไม่พัง: เคล็ดลับสร้างจุดสมดุลใหม่ในมุมมอง 'แม่ทำงานลูกสอง'
งานไม่เสีย ครอบครัวไม่พัง: เคล็ดลับสร้างจุดสมดุลใหม่ในมุมมอง 'แม่ทำงานลูกสอง'
กริ่งเลิกงานดังขึ้น... เข็มนาฬิกาชี้ที่เลขห้าตรงเป๊ะ ในขณะที่เพื่อนร่วมงานหลายคนเริ่มเปิดโปรเจกต์ใหม่ หัวหน้ายังคงนั่งหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะ และบรรยากาศออฟฟิศเริ่มคึกคักเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานล่วงเวลา (OT) หรือการไปสังสรรค์สานสัมพันธ์หลังเลิกงาน
แต่สำหรับหัวอกของ "คนเป็นแม่ลูกสอง" อย่างฉัน เลิกงานตรงเวลาไม่ได้แปลว่าได้พักค่ะ แต่มันคือการเริ่มต้นกะที่สองที่สำคัญที่สุดในชีวิต ฉันต้องรีบเก็บกระเป๋า กล่าวคำลากึ่งขอโทษเพื่อนร่วมงานในใจ แล้วรีบพุ่งตัวออกไปให้ทันเวลาโรงเรียนเลิก เพื่อไปรับอ้อมกอดเล็กๆ สองอ้อมกอดที่รอคอยอยู่
ตลอดทางกลับบ้าน ความรู้สึกผิด (Guilt) มักจะกัดกินใจเราเสมอ... เรารู้สึกผิดที่ไม่ได้อยู่ช่วยงานต่อ กลัวเพื่อนร่วมงานมองว่าไม่ทุ่มเท กลัวหัวหน้าประเมินว่าไม่มีประสิทธิภาพ และกลัวว่าโอกาสก้าวหน้าหรือโบนัสจะลดน้อยลงเพียงเพราะเราเลือกที่จะปฏิเสธการทำโอที หรือการออกนอกสถานที่
แต่ในขณะเดียวกัน... หากเราเลือกทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ให้ที่ทำงาน ทำงานล่วงเวลาจนมืดค่ำ ไปปาร์ตี้บริษัททุกครั้ง สิ่งที่เราต้องจ่ายคืนคือ "เวลาของลูก" เราอาจจะพลาดนิทานก่อนนอน พลาดการรับฟังเรื่องราวเจื้อยแจ้วในรั้วโรงเรียนของพวกเขา และปล่อยให้หน้าที่ความเป็นแม่ขาดหายไป ความจริงที่เจ็บปวดของคนเป็นแม่ทำงานยุคนี้คือ เรามักจะถูกดึงไปมาระหว่างการเป็นพนักงานที่ดี กับการเป็นแม่ที่ดี จนบางครั้งเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับไหว
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราขี้เกียจ หรือที่ทำงานใจร้ายหรอกค่ะ แต่มันเกิดจาก "ความไม่เข้าใจในเงื่อนไขที่ต่างกัน"
ฝั่งออฟฟิศอาจจะมองหาผลงานและความทุ่มเทตามมาตรฐานเดิมๆ ในขณะที่ฝั่งเราก็มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ยืดหยุ่นไม่ได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างมองจากมุมของตัวเอง ความตึงเครียดจึงเริ่มก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความอึดอัดใจในการทำงาน และลุกลามจนกลายเป็นปัญหารอยร้าวในที่ทำงานที่คุยกันเองไม่รู้เรื่องอีกต่อไป
และนี่คือจุดที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน สามารถยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มครอบครัวและคนทำงานได้ค่ะ 🍃
หลายคนอาจจะเข้าใจว่าศูนย์ไกล่เกลี่ยฯ มีไว้สำหรับเรื่องคดีความใหญ่โตหรือการฟ้องร้องเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราคือ "พื้นที่ปลอดภัยแห่งการสร้างความเข้าใจใหม่" ค่ะ ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเวลาการทำงานและบทบาทความเป็นแม่ ไม่ใช่เรื่องคดีความร้ายแรง แต่มันคือเรื่องของ "ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรอย่างลงตัว"
ที่ศูนย์ฯ ของเรา เรามีคนกลางที่พร้อมจะรับฟังทั้งสองฝ่ายด้วยความเข้าใจ เราไม่ได้มาตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่เรามาช่วยแปลความหมายให้อีกฝ่ายเข้าใจกันค่ะ เช่น ช่วยให้หัวหน้ารับรู้ว่า "การที่แม่ต้องกลับตรงเวลา ไม่ได้แปลว่าเธอไม่อยากทำงาน แต่เธอมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบที่บ้าน" และช่วยให้พนักงานเข้าใจว่า "องค์กรต้องการผลงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ" เมื่อเราลดอารมณ์ ลดความหวาดระแวง และใช้คนกลางช่วยประคองการสนทนา เราจะสามารถสร้าง "ข้อตกลงการทำงานที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมร่วมกัน" ได้จริงค่ะ เช่น การปรับเปลี่ยนการวัดผลจาก "จำนวนชั่วโมงที่นั่งทำงาน" มาเป็น "ผลงาน (KPI) ที่ทำสำเร็จ", การอนุญาตให้เคลียร์งานต่อจากที่บ้านหลังส่งลูกเข้านอนแล้ว หรือการกำหนดวันประชุมสำคัญล่วงหน้าที่คุณแม่สามารถจัดสรรเวลาได้ล่วงหน้า
ครอบครัวที่อบอุ่นและแข็งแรง คือรากฐานสำคัญของพนักงานที่มีคุณภาพค่ะ และองค์กรที่ยั่งยืน คือองค์กรที่เข้าใจและพร้อมจะเติบโตไปพร้อมๆ กับชีวิตของคนทำงาน 🌻
หากวันนี้คุณแม่ท่านไหนกำลังรู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกผิด หรือเริ่มคุยกับที่ทำงานไม่เข้าใจจนแบกรับไม่ไหว ลองแวะมาปรึกษาเราที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนนะคะ ให้เราช่วยเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ เพื่อให้คุณแม่สามารถทำหน้าที่พนักงานได้อย่างภาคภูมิใจ และกลับบ้านไปเป็นคุณแม่ที่เปี่ยมล้นด้วยรอยยิ้มและเวลาให้ลูกๆ ได้อย่างมีความสุขร่วมกันค่ะ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น