"เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" เมื่อการกู้เงินและการค้ำประกันด้วยความไว้วางใจ ทำลายความสัมพันธ์ที่เคยมีมา
"เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" เมื่อการกู้เงินและการค้ำประกันด้วยความไว้วางใจ ทำลายความสัมพันธ์ที่เคยมีมา
“เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” สุภาษิตที่ใช้มาช้านานและยังคงเตือนใจเราได้เสมอ
ประโยคนี้ไม่เคยล้าสมัยเลยค่ะ โดยเฉพาะในโลกของการ "กู้ยืมเงิน" หรือ "การค้ำประกัน" ระหว่างคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง หรือคนที่เรารัก
ตอนมาขอยืม... ภาพความน่าเห็นใจ วิงวอน และเหตุผลร้อยแปดมักจะถูกยกมาอ้างจนเราใจอ่อน ยอมสละเงินเก็บ หรือยอมเซ็นชื่อค้ำประกันให้ด้วยความไว้ใจ แต่พอกำหนดคืนมาถึง สถานะกลับสลับกันอย่างสิ้นเชิง จาก "ผู้มีพระคุณ" กลายมาเป็น "ลูกไล่" ที่ต้องคอยตามทวง พูดดีก็แล้ว อ้อนวอนก็แล้ว ดุด่าก็แล้ว สิ่งที่ได้กลับมามักเป็นคำผลัดวันประกันพรุ่ง หรือแย่กว่านั้นคือการถูกบล็อกหนีหาย ปล่อยให้ผู้ค้ำประกันต้องแบกรับหนี้สินแทนจนแทบล้มละลาย และท้ายที่สุด สายสัมพันธ์ที่สร้างมาหลายปีก็ต้องขาดสะบั้นลงเพราะเรื่องเงิน
เพื่อไม่ให้ "เอ็นเราต้องขาด" เพราะความสงสาร สิ่งสำคัญที่เราต้องมีควบคู่กับความเมตตา คือ "ความรู้ทางกฎหมาย" เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองค่ะ
⚖️ รู้ไว้ไม่เจ็บใจ: กฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและค้ำประกัน (ฉบับเข้าใจง่าย)
หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องช่วยเหลือคนใกล้ชิด อย่างน้อยที่สุดต้องทำตามกฎหมายดังนี้ค่ะ:
- หลักฐานแห่งการกู้ยืม (ต้องมีลายเซ็น): กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไป หากไม่มี "หลักฐานเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อผู้กู้ยืม" จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้เลยค่ะ (แช็ตไลน์ที่คุยกัน สลิปโอนเงิน สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ในระดับหนึ่ง แต่การมีสัญญากู้ยืมที่เซ็นลายเซ็นจริงจะแน่นหนากว่ามาก)
- ดอกเบี้ยห้ามเกินกฎหมายกำหนด: ตามกฎหมาย (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา) ห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี หากคิดเกิน ดอกเบี้ยทั้งหมดจะตกเป็นโมฆะทันที เหลือเพียงเงินต้นเท่านั้นที่ฟ้องได้
- กฎหมายใหม่คุ้มครอง "ผู้ค้ำประกัน": สำหรับใครที่ไปเซ็นค้ำประกันให้คนอื่น รู้หรือไม่คะว่ากฎหมายปัจจุบันคุ้มครองคุณมากขึ้น! เจ้าหนี้ "ไม่สามารถ" ข้ามมาทวงเงินกับผู้ค้ำประกันก่อนได้ เจ้าหนี้ต้องไปไล่เบี้ยทวงถามกับ "ลูกหนี้ตัวจริง" ให้ถึงที่สุดก่อน เว้นแต่ลูกหนี้จะหนีหายหรือไม่มีเงินจริงๆ และที่สำคัญ ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชอบเสมือนเป็นลูกหนี้ร่วมอีกต่อไปแล้วค่ะ
🤝 ทางออกที่ไม่ต้องตัดญาติมิตร: บทบาทของศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว หลายคนไม่อยากไปสถานีตำรวจ ไม่อยากจ้างทนายขึ้นศาลฟ้องร้องคนกันเองให้มองหน้ากันไม่ติด และไม่อยากใช้วิธีรุนแรงทวงหนี้จนตัวเองต้องมีความผิดทางอาญา (ตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้)
นี่คือจุดที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน เข้ามามีบทบาทสำคัญค่ะ 🍃
ศูนย์ฯ ของเราไม่ใช่ศาล และไม่ใช่สถานีตำรวจ แต่เราคือ "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับคนรู้จักที่คุยกันเองไม่รู้เรื่องแล้ว:
- มีคนกลางช่วยเจรจา: คนกลางจะช่วยลดอารมณ์ปะทะระหว่างทวงถาม ช่วยแปลความโกรธของเจ้าหนี้ และแปลความจนใจของลูกหนี้ให้เป็น "แผนการผ่อนชำระที่ทำได้จริง"
- ทำบันทึกข้อตกลงที่ถูกต้องตามกฎหมาย: เมื่อลูกหนี้รับปากว่าจะผ่อนคืนสัปดาห์ละเท่าไหร่ เดือนละเท่าไหร่ ศูนย์ฯ จะช่วยทำ "บันทึกข้อตกลงการประนีประนอมยอมความ" ให้ ซึ่งเอกสารฉบับนี้มีผลผูกพันตามกฎหมาย หากลูกหนี้เบี้ยวอีก เจ้าหนี้สามารถนำเอกสารนี้ไปดำเนินการทางกฎหมายได้ง่ายขึ้นมากค่ะ
- รักษาความสัมพันธ์: การมาเคลียร์กันที่ศูนย์ฯ ช่วยประคองสายสัมพันธ์ไม่ให้พังทลายลงไปร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเราเน้นการหาจุดกึ่งกลางที่ลูกหนี้ไหวและเจ้าหนี้สบายใจ
ความใจดีเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ความใจดีที่ไม่มีขอบเขตมักจะทำร้ายเราในภายหลัง หากวันนี้คุณกำลังเจอปัญหาทวงเงินไม่ได้ หรือเป็นทุกข์จากการค้ำประกัน ลองจูงมือกันแวะมาปรึกษาที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนนะคะ ให้เราช่วยหาทางออกที่คุณจะได้ทั้งเงินคืน และรักษาความเป็นเพื่อนหรือครอบครัวไว้ได้ค่ะ 🌻
Gayniga Weshawong เรียบเรียง


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น